ค้นหา
คำค้นยอดนิยม: งานอีเวนท์ภาษาไทยdiscuz
เข้าชม: 2056|ตอบกลับ: 0

แสงจากดวงอาทิตย์ [คัดลอกลิงค์นี้เพื่อนำไปแบ่งปัน]

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

ความดี
0
ชื่อเล่น
แบงก์
สตางค์
101
ชื่อเสียง
0
กระทู้
31
เวลาออนไลน์
19 ชั่วโมง
โพสต์
36
โพสต์เมื่อ 2012-3-18 03:13:01 |แสดงทั้งหมด

ในวันที่อากาศแสนจะร้อน ทำให้นึกถึงแสงจากดวงอาทิตย์ที่เป็นส่วนที่ทำให้อุณหภูมิสูง บทความนี้จะกล่าวถึง  ดวงอาทิตย์ เป็นแหล่งกำเนิดแสงที่ใหญ่ที่สุดที่โลกได้รับ  และมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตต่างๆ

ดวงอาทิตย์เป็นกลุ่มก้อนก๊าซที่มีขนาดมหึมาในระบบสุริยะจักรวาลของเรา ในใจกลางของกลุ่มก้อนก๊าซก้อนนี้มีอุณหภูมิสูงประมาณ 13,000,000 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นผลมาจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ ทำให้ก๊าซไนโตรเจนเปลี่ยนไปเป็นก๊าซฮีเลียมในระหว่างที่เกิดปฏิกิริยานี้อยู่ พลังนิวเคลียร์ส่วนหนึ่งก็ถูกปล่อยออกมาซึ่งมีบางส่วนที่มาถึงโลกของเรา ในรูปของแสงและความร้อนเราเรียกว่า แสงอาทิตย์

หากโลกของเราปราศจากแสงอาทิตย์แล้ว สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนโลกนี้ก็ไม่อาจจะมีชีวิตดำรงอยู่ได้ เพราะสิ่งมีชีวิตอยู่ได้โดยอาศัยแสงอาทิตย์ จะเห็นว่ามนุษย์เราใช้พืชและสัตว์เป็นอาหาร ในขณะที่สัตว์กินพืชเป็นอาหารและพืชก็ใช้แสงอาทิตย์มาช่วยในการสังเคราะห์แสงต่ออีกทอดหนึ่งด้วย ดังนั้นจุดเริ่มต้นของชีวิตจึงมาจากแสงอาทิตย์

ความร้อนที่เราได้รับจากเชื้อเพลิงประเภทน้ำมันหรือถ่านหินก็ดี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแต่มีจุดกำเนิดมาจากแสงอาทิตย์ทั้งสิ้น เพราะถ่านหินก็คือซากของพืชในสมัยก่อนประวัติศาสตร์และน้ำมันก็คือซากของสิ่งมีชีวิตที่หมักหมมกันมานับเป็นล้านๆ ปี นักวิทยาศาสตร์ได้คาดการณ์ว่าอีกประมาณ 1 ล้านปีข้างหน้า ดวงอาทิตย์จะดับ นั่นก็หมายความว่าอีก 1 ล้านปีข้างหน้า สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่อยู่บนโลกย่อมดับสูญไปด้วย ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นมนุษย์คงจะต้องคิด

           ดวงอาทิตย์  เป็น ดาวฤกษ์ ที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุด และเป็นศูนย์กลางของ ระบบสุริยจักรวาล แสง และความร้อนจากดวงอาทิตย์ เกิดจาก ก๊าซไฮโดรเจน หลอมรวมกันเป็น ก๊าซฮีเลียม เรียกว่า "ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน" แผ่พลังงานจำนวนมหาศาลออกมาโดยรอบ  ดวงอาทิตย์มีอายุประมาณ 4,500-4,700 ล้านปีมาแล้ว  แสงของดวงอาทิตย์ใช้เวลาในการเดินทางมาถึงโลกประมาณ 8 นาที  ด้วยอัตราความเร็วประมาณ 186,000 ไมล์ต่อวินาที

มาจนถึงปัจจุบัน มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตหนึ่งที่อาศัยบนโลกสีฟ้าใบเล็ก อันแสนงดงาม ท่ามกลางความร่มเย็น อันน่าจะเป็นนิรันดร์ แต่ในช่วง30-40 ปีที่ผ่านมา สภาพแวดล้อมของโลก เปลี่ยนไปอย่างมหาศาล ก่อความเสียหายแผ่ขยายไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง ภาวะโลกร้อนได้ทำให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปี ค.ศ.1950 ศาสตราจารย์ โรเจอร์ รีวิลล์ ได้ตั้งสมมุติฐานว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งเกิดจากจำนวนประชากรที่เพิ่มสูงขึ้น โดยมีการใช้น้ำมันและถ่านหินซึ่งเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิล เป็นพลังงานหลัก น่าจะทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ ในชั้นบรรยากาศโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงระดับอันตราย

แสงจากดวงอาทิตย์ที่ส่องทะลุชั้นบรรยากาศมายังผิวโลก นำความอบอุ่นมาให้สรรพสิ่งบนพื้นโลก ขณะเดียวกันก็สะท้อนความร้อนออกไปนอกผิวโลกในรูปรังสีอินฟราเรด แต่บางส่วนถูกกักเก็บไว้ในชั้นบรรยากาศทำให้โลกมีอุณหภูมิพอดี สำหรับสิ่งมีชีวิต ไม่ร้อนเกินไปดังเช่นดาวศุกร์ หรือเย็นยะเยือกเกินไปแบบดาวอังคาร จนสิ่งมีชีวิตไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่นับตั้งแต่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรม มนุษย์ปลดปล่อยก๊าซต่างๆ โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงจากน้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ เพื่อใช้ในการคมนาคม และอุตสาหกรรม นอกจากนั้น การเผาป่า น้ำเสียและขยะจำนวนมหาศาล ฯลฯ หรือแม้แต่สงคราม ล้วนก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จนทำให้ชั้นบรรยากาศสูงขึ้น รังสีอินฟราเรดไม่สามารถสะท้อนออกนอกโลกได้ดังที่เคยเป็นมาในอดีต เกิดสภาวะเรือนกระจก ทำให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งภาวะเช่นนี้เป็นความสัมพันธ์ซับซ้อน เชื่อมโยงกัน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือเมื่อมีกาซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ มากขึ้นเมื่อใด อุณหภูมิของโลกจะเพิ่มสูงขึ้น เพราะความร้อนจากดวงอาทิตย์ จะถูกกักเก็บไว้ในโลกมากขึ้น นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1860 จนถึงปัจจุบัน อุณหภูมิของโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงปี ค.ศ. 1970 จนกระทั่งปัจจุบัน อุณหภูมิของโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ภาวะโลกร้อนทำให้อุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรสูงขึ้น เกิดพายุรุนแรงและถี่ขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นไต้ฝุ่น เฮอร์ริเคน ไซโคลน พัดกระหน่ำชายฝั่งทั่วโลก อย่างไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน สร้างความเสียหาย ผู้คนและสัตว์ล้มตายจำนวนมาก นอกจากนั้นมหาสมุทรยังดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนเกินที่ปล่อยออกมาจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ไว้อีกจำนวนมาก ทำให้มหาสมุทรทั่วโลกมีความเป็นกรดสูงกว่าเดิม เพราะเมื่อคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมหาศาลละลายในน้ำ น้ำในมหาสมุทรจะกลายเป็นกรดคาร์บอนิค ทำให้ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของน้ำในมหาสมุทรเปลี่ยนไป

ภาพถ่ายทางดาวเทียม แสดงให้เห็นถึงการลดลงอย่างรวดเร็วของน้ำแข็งในทวีปแอนตาร์กติกา ขั้วโลกเหนือ และเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งถ้าน้ำแข็งละลายหมด ระดับน้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้นจากระดับปกติถึง 6 เมตร ผลจากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ ยืนยันว่า เมื่อมหาสมุทรอุ่นขึ้น ผิวหน้าของมหาสมุทร สามารถถ่ายทอดพลังงานความร้อนได้มากขึ้น จนก่อให้เกิดพายุที่ทรงพลัง และมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะการเกิดเฮอร์ริเคน ในแถบสหรัฐอเมริกา ในขณะที่แถบยุโรปและเอเชียรวมทั้งประเทศไทยต้องเผชิญกับภาวะฝนตกอย่างหนักและน้ำท่วมรุนแรง หลายระรอก แต่ทั้ง ๆ ที่ภาวะโลกร้อนทำให้ฝนตกหนักและน้ำท่วมรุนแรง มันกลับทำให้น้ำในทะเลและมหาสมุทรระเหยอย่างรวดเร็วสู่บรรยากาศที่ร้อนกว่าเดิม จนทำให้เกิดความชื้นมากขึ้น รวมถึงดูดความชื้นไปจากดินไปด้วย ทำให้ภัยแล้งกลับรุนแรงและกินวงกว้างขึ้น พื้นที่ทางการเกษตรในหลายประเทศเปลี่ยนไปเป็นทะเลทราย ผู้คนจำนวนมากต้องเผชิญกับความอดอยาก และถ้าภาวะโลกร้อนยังคงดำเนินต่อไป จะก่อให้เกิดผลกระทบใหญ่หลวง ป่าและพื้นที่เพาะปลูกจะสูญเสียความชื้นร้อยละ 35 ภายใน 50 ปีข้างหน้า ผืนดินจะแห้งผาก พืชพรรณจะเหี่ยวเฉา ผลผลิตตกต่ำและเกิดไฟไหม้มากขึ้น แนวปะการังที่มีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทรก็จะถูกทำลายเป็นบริเวณกว้าง เนื่องมาจากภาวะโลกร้อนมีผลให้องค์ประกอบทางเคมีของมหาสมุทรเปลี่ยนไป นอกจากนี้ เชื้อโรคใหม่ๆ จะปรากฏเพิ่มขึ้นอีกมากมาย

แม้ดวงอาทิตย์ จะถือว่าอยู่ในระบบสุริยะ แต่ทว่าการศึกษาดวงอาทิตย์เป็นวิธีการเบื้องต้นส่วนหนึ่งทำให้เราเข้าใจ ระบบการทำงานของจักรวาล จากความคล้ายคลึงกับดาวต่างๆ โดยเฉพาะ กาแล็คซีทางช้างเผือก มีประมาณกว่า 300 พันล้านดวงยังเกิดขึ้นใหม่ (Stars Birth) ตลอดเวลา

กาแล็คซี่ มีอยู่มากกว่าพันล้านแห่งในจักรวาลอันไพศาล มีดวงอาทิตย์อีกจำนวนเท่าใด อาจนับไม่ถ้วน และยังนับไม่ได้ครบได้ในทุกวันนี้ ความเข้าใจเพื่อสำรวจพฤติกรรมดวงอาทิตย์เป็นสิ่งจำเป็น ต่อการศึกษาด้าน จักรวาลวิทยา ดาราศาสตร์ รวมถึงการสำรวจอวกาศ เบื้องต้น

เป็นแหล่งพลังงานเดียวในระบบสุริยะใหญ่ที่สุด ใกล้ตัวเรามากที่สุด ลองนึกภาพว่าตื่นขึ้นมาตอนเช้า จู่ๆดวงอาทิตย์เกิดหายไปอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ?

แน่นอนที่สุด สภาพโลกมืดสนิท ดวงจันทร์ก็มืดไปด้วย อากาศหนาวเย็นอุณหภูมิลดลงติดลบ พืชล้มตายเนื่องขาดระบบการสังเคราะห์แสง ระบบนิเวศล้มเหลวลงอย่างสิ้นเชิง ฤดูกาลหายไปหมด สภาพอากาศแปรปรวน แรงดึงดูดของระบบสุริยะล้มเหลวขาดความเสถียร ทุกอย่างบนโลกลอยสู่อวกาศอย่างไร้จุดหมาย ควบคุมไม่ได้

ดาวต่างๆโคจรชนกันอย่างโกลาหล เพียงเป็นเรื่องสมมุติ จุดประสงค์ให้เห็นความเชื่อมโยงที่สำคัญ ของระบบที่เกี่ยวข้องกันแยกไม่ได้ ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ทุกสิ่งที่อยู่ในทั้งระบบสุริยะ

และสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับดวงอาทิตย์คือ การก่อกำเนิดของดวงอาทิตย์มิได้โดดเดี่ยวเกิดขึ้นเพียงดวงเดียว ในทางทฤษฎีบ่งชี้ว่า เกิดขึ้นเป็นกระจุกดาว และมีการแตกแยกผลัดพรากจากกัน ของครอบครัวดวงอาทิตย์ (Our Sun's Family) ห่างไกลกันนับพันปีแสง แต่ ดวงอาทิตย์นั้นเป็นดาวที่เรามักลืมดู หรือให้ความสนใจน้อย ทั้งๆที่มีความสำคัญอย่างใหญ่หลวงต่อระบบสุริยะความรับผิดชอบและหน้าที่ ของดวงอาทิตย์

ในชีวิตประจำวัน อาจเปรียบดวงอาทิตย์เสมือน โรงงานไฟฟ้า ที่มีไดนาโมขนาดยักษ์ คอยปั่นพลังงานออกมาหล่อเลี้ยง ทุกครอบครัวในระบบสุริยะ นับตั้งแต่โลกดาวเคราะห์ทุกดวง ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์น้อย วัตถุขนาดเล็ก ชิ้นเล็กๆที่เท่ากับผงธุลีโคจรในอวกาศทุกชิ้น กระทั่ง ดาวหาง ซึ่งเดินทางมาจากชายแดนสุดขอบสุริยะแถบ Oort Cloud อันไกลโพ้น เข้ามาได้ด้วยล้วนมีความสัมพันธ์โดยตรงกับดวงอาทิตย์ทั้งสิ้น

รังสี (Solar radiation) จากพลังงานความร้อนของดวงอาทิตย์ เป็นสิ่งที่น่าพิศวง สามารถทำให้อาหารสุก ตากเสื้อผ้าให้แห้ง จนเป็นพลังขับเคลื่อนสุริยะทั้งระบบไม่ว่าเราอยู่ที่ใดของโลกล้วนมี รังสีดวงอาทิตย์เข้าไปมีส่วน

ระบบพัฒนาสิ่งมีชีวิตเริ่มก่อตัวจากสัตว์เซลล์เดียว ในยุคดึกดำบรรพ์กำเนิดโลกจนเป็นเนื้อเป็นหนัง แม้แต่ หินแร่สสารธรรมชาติ  เป็นต้นทางวัตถุดิบเรานำมาแปรรูปพัฒนาการให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิต ก็มีขบวนการทางเคมี อันมีรังสีดวงอาทิตย์เข้าไปเกี่ยวข้อง ระบบการเติบโตของพืชต้องใช้สังเคราะห์แสง ระบบกลไกสภาพอากาศบนโลกทั้งหมด เกี่ยวพันกันเป็นฤดูกาล เนื่องจากดวงอาทิตย์เช่นกัน

นักวิทยาศาสตร์สาขา Astrobiology (ชีววิทยาอวกาศ) ยังติดตามข้อสงสัยที่น่าสนใจในประเด็นว่า อะไรที่เป็นมูลฐานชีวิตบนโลก หรือเป็นชีวิตมาจากที่อื่นและหรือจากการเปลี่ยนแปลงอันยาวนาน สภาพแวดล้อมของอวกาศโลก (Earth’s space environment)

โดยข้อสงสัยมีส่วนพาดพิง ระบบของดวงอาทิตย์ เพราะเป็นพลังงานชนิดเดียวที่สามารถครอบคลุม การเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ เชื่อมโยงกันได้ทั้งโลก

ดวงอาทิตย์ ขอแนะนำตัวให้เรารู้จัก

คำว่า Sun มาจากภาษาลาติน คือ Sol หมายถึง ดาวที่อยู่ตรงกลางระบบของสุริยะเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่กว่าโลก 109 เท่า มีขนาดใหญ่กว่าโลก 1.3ล้านเท่าจากตัวเลขเห็นว่ามีขนาดใหญ่กว่ามากแน่

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น นึกถึงวงกลม 2 วงโดย วงกลมแรกเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 1.3 ซ.ม.(คือโลก) ส่วนวงกลมที่สองเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 1.5 เมตร (คือดวงอาทิตย์) ทั้งสองชิ้น วางอยู่ห่างกัน 150 เมตร นั้นคือ ระยะที่ห่างกัน ระหว่างโลกและดวงอาทิตย์เท่ากับ 150 ล้านกิโลเมตร ตัวเราอยู่ในวงกลมวงแรก ขนาดเท่ากับอะตอมเดียว

ถ้าอยากรู้ว่า 150 ล้านกิโลเมตร ไกลเพียงใดให้สมมุติว่าขับรถยนต์ด้วยความเร็ว 110 ก.ม /ช.ม. โดยไม่หยุดพักเลยใช้เวลาราว 50,000 วัน (หรือประมาณ 150 ปี จากโลกสู่ดวงอาทิตย์

ดวงอาทิตย์ใน ระบบสุริยะอื่นๆ หรือ Nearest star ใกล้ที่สุดคิดเป็นสัดส่วนห่างกันราว 4,000 ก.ม. จากตัวอย่างที่สมมุติ ระยะทางที่กล่าวมา (หรือประมาณ 4.22 ปีแสง)

ดวงอาทิตย์ กำเนิดมาแล้ว เมื่อ 4.6 พันล้านปี มีองค์ประกอบก๊าซหลายชนิด เช่น Hydrogen 92.1% - Helium 7.8% - Oxygen 0.061% - Carbon Nitrogen และ Neon Iron Silicon บรรยากาศกดดันมากกว่าน้ำทะเล โลกถึง 340 ล้านเท่า

ทุกนาที ดวงอาทิตย์ปลดปล่อยพลังงาน ก๊าซไฮโดรเจนและก๊าซฮีเลียม 700 ล้านตัน โดยจะเปลี่ยนเป็นพลังงานบริสุทธิ์ (Pure energy) ได้ 500 ล้านตัน เห็นเป็นแสงส่องมายังโลก คือ พลังงานที่เรามาใช้ประโยชน์นั่นเอง

ดวงอาทิตย์ สามารถให้พลังงานลักษณะนี้ได้อีก 5 พันล้านปี หลังจากนั้นอีก 1 พันล้านปี เริ่มขยายตัวใหญ่กว่าเดิมขึ้นหลายร้อยเท่าตัว เรียกว่า Red giant (ดาวยักษ์สีแดง) ค่อยๆแผ่รังสีความร้อนไปทั่วในระบบสุริยะ เผาโลกจนร้อน

ความร้อนแพร่ขยาย จากเดิมมหาศาลทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ถูกความร้อนกลืนไปทั้งสิ้น แล้วดวงอาทิตย์ยุบตัวลงเป็น White dwarf (ดาวแคระขาว) ขนาดเล็กเป็นจุดสิ้นสุดของดวงอาทิตย์ ขบวนการนี้ใช้เวลาอีกหลายพันล้านปี ดวงอาทิตย์ จึงค่อยๆเย็นลงอย่างสมบูรณ์อีกต่อไป

อำนาจและอิทธิพลของดวงอาทิตย์

ทราบกันดีว่า แสงจากดวงอาทิตย์ใช้เวลาเดินทางมาถึงโลก ใช้เวลา 8 นาที โดยการที่แสงส่องไปถึงที่ใด ย่อมหมายความว่าพลังงานของดวงอาทิตย์ มีอำนาจแผ่อิทธิพลไปยังบริเวณนั้นๆด้วย

ขณะนี้ทราบว่าแสงส่องผ่านไปไกล สู่นอกขอบสุริยะแบบหรอมแหรม ใกล้บริเวณ Kuiper Belt จากการสะท้อนบน พื้นผิวของน้ำแข็งของกลุ่มดาวเคราะห์ ในแถบนั้นช่วงปี ค.ศ. 2007 ยานสำรวจ Voyager 1 อยู่ระหว่างการตรวจสอบสภาพแวดล้อมอวกาศ ใกล้แนวขอบสิ้นสุดของ Heliopause (บริเวณอวกาศอันกว้างใหญ่ไพศาลมีความสัมพันธ์กับสนามแม่เหล็ก) และพายุสุริยะ (Solar wind)

ว่าแท้จริงนั้นพลังงานดวงอาทิตย์สิ้นสุดอยู่บริเวณใดของ Kuiper Belt ซึ่งเป็นพื้นที่คาบเกี่ยวกันของ ขอบระบบสุริยะ คงจะทราบคำตอบ ที่ชัดเจนในระยะต่อไป

Solar radiation หรือ การแผ่ของรังสีดวงอาทิตย์ เป็นอำนาจกลไกทางเคมีไฟฟ้า (Chemical and dynamical) จะกระตุ้นชั้นบรรยากาศ (Atmospheres) ให้เกิดการผันแปรในทุกแห่ง ที่ Solar radiation แผ่ไปถึงโดยสามารถสร้างเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของโครงสร้าง บรรยากาศและอุณหภูมิ

การศึกษา ดวงอาทิตย์ ทำให้ทราบว่า Solar radiation มีกฎเกณฑ์ต่างๆละเอียดอ่อนมากมายต่อโลก ด้วยค่าความกว้างของการแผ่รังสี (Radiation spans the color spectrum) ที่มีค่าของรังสี Energetic x-rays และ รังสี Infrared

จึงต้องใช้ดาวเทียม เน้นหนักติดตามตรวจสอบข้อมูลศึกษาผลกระทบ ด้านฟิสิกส์ และเคมีของสภาพแวดล้อมของอวกาศ (Space environment) ที่มีต่อระบบโลกบริเวณช่องว่างระหว่างอวกาศ ตั้งแต่พื้นผิวโลก จรดพื้นผิวดวงอาทิตย์

ดวงอาทิตย์ มีกลไกเคลื่อนไหวด้วยตนเอง (Dynamic body) ด้วยรูปแบบแปลกมากมาย เช่น การเปลี่ยนแปลงของเปลวเพลิงที่โชติช่วงอย่างรุนแรงชั่วขณะ (Solar flares) การฟุ้งกระจายเปลวไฟขนาดยักษ์บริเวณพื้นผิว (Prominencesemanating) อย่างควบคุมไม่ได้

ทางสถิติพบว่า โดยประมาณทุกๆระยะ 11 ปี พฤติกรรมของดวงอาทิตย์ เรียกว่า Solar Activityเกิดการเคลื่อนไหว ขยายตัวอย่างผันผวน บริเวณจุดดับบนดวงอาทิตย์ (Sunspots) ด้วยกลไกธรรมชาติที่ไม่มีข้อจำกัดทำให้ บริเวณช่องว่างอวกาศ ใกล้พื้นผิวของดวงอาทิตย์ (รวมถึงโลก) รับคลื่นพลังงานที่เกิดจากคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic waves) ชนิดเข้มข้นซึ่งมาพร้อมกับพายุสุริยะ (Solar wind)ถ้ามีผลกระทบรุนแรงเป็นวงกว้าง เรียกว่า พายุอวกาศ (Space storm)


ผลกระทบเรื่องรังสี และพลังงานดวงอาทิตย์ต่อมนุษย์

Ultraviolet Rays และ X-Ray

ความสว่างจัดของแสงดวงอาทิตย์ เป็นอันตรายต่อตามนุษย์ หากมองเข้าไปโดยตรงเป็นเวลาเพียงชั่วครู่ เพราะรังสี Ultraviolet rays สามารถทำลายเซลล์ตาดำ (Retinas) ให้เสียหายได้ เพราะฉะนั้นควรใส่แว่นกันแสงแดด เพื่อกีดขวาง รังสี Ultraviolet rays เป็นรังสีที่ตามนุษย์มองไม่เห็น

หมายเหตุ : การใช้แว่นกันแดด ควรระบุชนิด UV protection เท่านั้นจึงป้องกันได้จริง เพราะเคลือบสารป้องกัน มิใช่เพียงเป็นกระจกสีเข้มทั่วไป

ค.ศ. 2000 บนดวงอาทิตย์ บริเวณที่เรียกว่า AR9077 เกิด Flare ขนาดยักษ์มีผลกระทบเกิด Magnetic storms และ Dramatic auroral มีการม้วนตัวของสนามแม่เหล็กบนดวงอาทิตย์ ขนาด 77,000 – 230,000 กิโลเมตร ตรวจพบเป็นขนาดใหญ่มาก เป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 30 ปี

ลักษณะเช่นนี้ ส่งผลกระทบต่อโลก ด้วยการหอบ Ultraviolet radiation เข้าสู่วงโคจรโลก ด้วยความเร็วและความแรง พุ่งเข้าสู่บรรยากาศทำลายชั้น Ozone ทำให้ระบบอุปกรณ์ดาวเทียมเสียหาย และผลกระทบสภาพแวดล้อมทางเคมีต่อมนุษย์

นอกจากรังสี Ultraviolet มีอันตรายต่อมนุษย์แล้ว รังสี X-Ray ก็ผ่านเข้ามาสู่ชั้นบรรยากาศ ใกล้ตัวเรามาก เช่นกัน สภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลก เป็น ตัวเสริมทำให้เกิดปัญหาติดตามมากยิ่งขึ้นอย่างหลีกเหลี่ยงไม่ได้โดยปัญหาคือ คลื่นรังสี เหล่านี้เรามองไม่เห็น จึงไม่อาจหลบหลีกได้เลย


902.jpg
คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถตอบกลับ เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก